<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 23:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>29จังหวัดแดงเข้ม เพิ่ม16จว.‘ล็อกดาวน’ถึง18ส.ค.ไม่ดีขึ้นลากยาวสิ้นเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้มอีก &amp;nbsp;16 จังหวัด รวม 29 จังหวัด พร้อมล็อกดาวน์อีก 14 วัน เริ่ม 3-18 ส.ค. หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน เปิดช่องร้านค้าเดลิเวอรีในห้างได้หายใจ เลิกคุมแคมป์หันมาใช้ &amp;ldquo;บับเบิลแอนด์ซีล&amp;rdquo; แทน ชี้ 1-2 &amp;nbsp;เดือนข้างหน้าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ครั้งที่ 11/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จากบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 รอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รายงานสถานการณ์การติดเชื้อต่างประเทศที่ยังสูง ซึ่งที่ประชุมได้พูดคุยและหารือเรื่องสถานการณ์ของเชื้อเดลตา ซึ่งทุกฝ่ายยอมรับว่าน่าเป็นห่วง โดยนายกฯ สั่งให้หาข้อมูลสื่อสารประชาชนอย่าให้ตื่นตระหนก นอกจากนี้ สธ.ยังรายงานพบการระบาดในพื้นที่โรงงานที่กระจายไปสู่ชุมชนค่อนข้างสูง โดยส่วนนี้นายกฯ &amp;nbsp;ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มข้น เพราะส่วนใหญ่ไม่เข้ามาตรการบับเบิลแอนด์ซีล ที่เป็นการควบคุมการระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จากนั้น สธ.รายงานจำนวนการครองเตียงของรัฐและเอกชน พบว่ามีการครองเตียงมากกว่า 30,000 เตียงจนเกือบเต็ม จึงจำเป็นต้องเน้นย้ำมาตรการ Home Isolation และ Community &amp;nbsp;Isolation โดยนายกฯ ได้สั่งให้ขยายเตียงรองรับผู้ป่วยและอย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนกว่าไม่มีเตียงรองรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สธ.ยังนำเสนอภาพกราฟิกการประเมินสถานการณ์ ถ้าหากมาตรการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพเพียง 20% ตัวเลขผู้ป่วยอาจจะยังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น แต่หากการล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพประมาณ &amp;nbsp;25% ประกอบกับการเร่งฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุภายใน 1-2 เดือนนี้ &amp;nbsp;จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นายกฯ แสดงความกังวลการชุมนุมทางการเมืองที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงได้ขอให้ทุกจังหวัดร่วมมือกันทำให้มีชุมชน/หมู่บ้านปลอดเชื้อเป็นพื้นที่สีฟ้า ด้วยความร่วมมือกันทุกส่วนในชุมชน อยากให้ช่วยกันสร้างชุมชนสีฟ้าถวาย 12 สิงหาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างระหว่างฝ่ายเศรษฐกิจกับสาธารณสุขในมาตรการบับเบิลแอนซีล ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ดีแต่ทำลำบาก &amp;nbsp;แต่ต้องยอมเพื่อให้เศรษฐกิจเดินได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานเสนอขอวัคซีนไปควบคุมการระบาด นายกฯ จึงขอให้นำข้อสังเกตไปปรับพิจารณาแต่สามารถปฏิบัติได้ โดยขอให้ลดการเคลื่อนย้ายให้มากที่สุด แม้บังคับไม่ได้แต่ต้องดำเนินการด้วยมาตรการเข้มข้น เช่น สื่อสารว่าจะช่วยลดคนป่วย การรักษา และขอให้เวิร์กฟรอมโฮมให้ได้มากที่สุด โดยช่วงท้ายนายกฯ ได้ขอให้ทุกคนรับฟังกัน เปิดใจ และร่วมมือกันแก้ปัญหา ในฐานะนายกฯ ยินดีรับฟังและแก้ปัญหาทุกเรื่อง&amp;nbsp;
เพิ่มจังหวัดสีแดงเข้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก &amp;nbsp;ศบค.แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับระดับพื้นที่ โดยปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;กทม., ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, &amp;nbsp;ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, พระนครศรีอยุธยา, ปัตตานี, ยะลา, สงขลา และนราธิวาส เป็น 29 จังหวัด โดยเพิ่มขึ้น 16 จังหวัด คือ กาญจนบุรี, &amp;nbsp;ตาก, นครนายก, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, เพชรบุรี, &amp;nbsp;เพชรบูรณ์, ระยอง, ราชบุรี, ลพบุรี, สิงห์บุรี, สมุทรสงคราม, สระบุรี, &amp;nbsp;สุพรรณบุรี และอ่างทอง ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ปรับจาก 53 &amp;nbsp;เหลือ 37 จังหวัด ดังนี้ กาฬสินธุ์, กำแพงเพชร, ขอนแก่น, จันทบุรี, &amp;nbsp;ชัยนาท, ชัยภูมิ, ชุมพร, เชียงราย, เชียงใหม่, ตรัง, ตราด, นครศรีธรรมราช, นครสวรรค์, บุรีรัมย์, พัทลุง, พิจิตร, พิษณุโลก, &amp;nbsp;มหาสารคาม, ยโสธร, ระนอง, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, ลำพูน, เลย, &amp;nbsp;ศรีสะเกษ, สกลนคร, สตูล, สระแก้ว, สุโขทัย, สุรินทร์, หนองคาย, &amp;nbsp;หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, อุทัยธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ขณะที่พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จาก 10 จังหวัด เป็น 11 จังหวัด &amp;nbsp;ดังนี้ กระบี่, นครพนม, น่าน, บึงกาฬ, พะเยา, พังงา, แพร่, ภูเก็ต, &amp;nbsp;มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน และสุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า มาตรการในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด &amp;nbsp;ห้ามออกนอกเคหสถาน 21.00-04.00 น. งดให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด การตั้งด่านตรวจสกัดระหว่างเขตจังหวัด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 5 คน ห้ามบริโภคภายในร้าน ขายได้แบบนำไปบริโภคที่อื่น งดการจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน โดยเปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้เฉพาะร้านอาหาร/เครื่องดื่มผ่านเดลิเวอรีเท่านั้น ร้านยา/เวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 &amp;nbsp;น. ปิดร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม ห้ามใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ปิดสถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬา นอกจากนี้ ขอให้มีการเวิร์กฟรอมโฮมขั้นสูงสุด ถ้าเป็นไปได้ให้ 100% ทั้งภาครัฐและเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการพื้นที่สีแดง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ หรือจุดสกัดเพื่อตรวจคัดกรองการเดินทาง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 20 คน &amp;nbsp;บริโภคในร้านได้ เปิดได้ไม่เกิน 23.00 น. แต่งดจำหน่ายและงดการดื่มสุราในร้าน ส่วนห้างสรรพสินค้าเปิดบริการได้ตามเวลาปกติ โดยจำกัดจำนวนคน งดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร้านเสริมสวย ร้านนวด &amp;nbsp;สถานเสริมความงาม เปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนกิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมากโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ทุกประเภทไม่เกิน 21.00 น. จัดการแข่งขันโดยจำกัดผู้ชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ส่วนมาตรการพื้นที่สีส้มไม่จำกัดการเดินทาง &amp;nbsp;ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน บริโภคในร้านได้ เปิดได้ตามปกติ แต่งดจำหน่ายและงดดื่มสุราในร้าน ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ แต่ปิดในส่วนของเครื่องเล่นเกม สวนสนุก &amp;nbsp;ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงามเปิดบริการได้ตามปกติ ให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายใต้มาตรการป้องกันโรค สถานที่เล่นกีฬาหรือแข่งขันกีฬาเปิดบริการได้ตามปกติ ทุกประเภทจัดการแข่งขันได้&amp;nbsp;
ไม่ดีขึ้นยืดถึงสิ้นเดือน
&amp;ldquo;ข้อกำหนดเหล่านี้จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 3 ส.ค.-18 ส.ค. จากนั้นจะมีการพิจารณาทบทวน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นสามารถยืดไปถึง 31 &amp;nbsp;ส.ค. หรือหากกิจกรรมใดที่เริ่มดีจะมีการผ่อนคลายมาตรการได้ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วที่สุด และจะนำมาชี้แจงรายละเอียดต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า มาตรการบับเบิลแอนด์ซีลเป็นการเน้นย้ำพื้นที่ 16 จังหวัดสีแดงเข้มที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากกรมควบคุมโรครายงานถึงสถานการณ์ว่าจำกัดวงอยู่ในโรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรเกิน 500 ราย เพื่อควบคุมโรค โดยเน้นย้ำไม่เฉพาะพื้นที่โรงงานหรือแคมป์ที่แพร่ระบาดเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงบริษัท โรงงาน แคมป์ที่ยังไม่มีการติดเชื้อด้วย ต้องทำมาตรการนี้เช่นกัน หลักการของบับเบิลแอนด์ซีล กรมควบคุมโรคได้ออกคู่มือเป็นข้อปฏิบัติให้ทุกจังหวัดศึกษารายละเอียด โดยเน้นย้ำจัดกลุ่ม คุมไว ลดแพร่กระจาย รายได้ไม่สูญเสีย โดยที่ประชุม ศบค.ตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานและสถานประกอบการ เนื่องจากมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการออกมาตรการนี้จะปรับให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไปพร้อมกันได้ด้วย และก่อนจะประกาศมาตรการนี้ได้หารือกับทุกภาคส่วน กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย จังหวัด &amp;nbsp;และภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในพื้นที่ได้พยายามจะปรับมาตรการให้เป็นไปได้มากที่สุดเพื่อให้การปฏิบัติเกิดผล&amp;rdquo;
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ &amp;nbsp;แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าใน 1-2 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ &amp;nbsp;ซึ่งทั่วโลกมีทิศทางการแพร่ระบาดรุนแรงและเพิ่มมากขึ้น ศบค.จึงเร่งดำเนินการในขณะนี้ ทั้งการยกระดับพื้นที่สถานการณ์ย่อยในพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งนายกฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนและสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้มาก จึงสั่งให้ ศบค.มีทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกวัน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข DMHTT เพื่อลดโอกาสแพร่หรือติดเชื้อ &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขณะเดียวกันก็ฝากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;แสดงแผนที่จังหวัดให้มีพื้นที่สีฟ้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งบางจังหวัดไม่ใช่พื้นที่สีแดงทั้งจังหวัด ยังมีพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่สีฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ทั่วประเทศในทุกจังหวัด &amp;nbsp;โอกาสนี้นายกฯ ยังห่วงใยเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งอาสาสมัคร จิตอาสา ย้ำต้องจัดให้มีอุปกรณ์เพื่อป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ด้วย &amp;nbsp;พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ด้วย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111888</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หากตัวเลขไม่ดีขึ้นเตรียมลากยาวถึงสิ้นเดือน, เพิ่มจังหวัดสีแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_61033d5110836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คาร์ม็อบ’เมืองคอน ชู3นิ้วบีบแตรลั่นทั่วเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 14.00น.วันที่ 1ส.ค.2564 กลุ่มคนคอนจะไม่ทน จำนวนกว่า 100คน พร้อมรถ จยย.และรถยนต์กว่า 100คัน นำโดยนาย ชญานินนทร์ &amp;nbsp;คงสง เป็นแกนนำขึ้นปราศรัยบนรถขยายเสียง พร้อมมีการถือป้ายข้อความโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ลาออกและเรียกร้องให้หาวัคซีนดีมาฉีดให้กับประชาชน จำนวนหลายข้อความ ได้นัดรวมตัวบริเวณหน้าบ้านพักของนายเทพไท &amp;nbsp;เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ริมถนนสายนครศรีธรรมราช-ทุ่งสง ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช มีกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดเวลาและตั้งด่านตรวจเป็นจุดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นขบวน&amp;rdquo;คาร์ม็อบ&amp;rdquo;ซึ่งขบวนยางประมาณ 100เมตร ได้พร้อมใจกันบีบแตรพร้อมกัน เปิดไฟหน้า ชูสามนิ้ว&amp;rdquo;เคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของ ดร.รงค์ &amp;nbsp; บุญสวยขวัญ สส.นครศรีธรรมราช เขต 1พรรคพลังประชารัฐ แต่ ดร.รงค์ไม่อยู่บ้านพัก ซึ่งกลุ่มคาร์ม็อบ ได้มีการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับภาพ ดร.บริเวณหน้าบ้านของ สส.รงค์ ก่อนชู3นิ้วเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นขบวน&amp;rdquo;คาร์ม็อบ&amp;rdquo;ได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช มีกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบและอส.หลายสิบนายเฝ้าบริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลากลางจังหวัดเพื่อรักษาความสงบ เมื่อขบวนคาร์ม็อบมาถึงได้พร้อมใจกับบีบแตรและชูสามนิ้วพร้อมกันดังลั่น พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจำนวน 4ข้อคือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนดีๆกับประชาชน ให้ช่วยเกษตรกรชาวสวนมังคุดและให้พรรค ปชป.ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ก่อนที่ขบวนคาร์ม็อบจะเคลื่อนขบวนไปรอบเมืองนครศรีธรรมราช ก่อนสลายตัวในที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มคนคอนจะไม่ทน, คาร์ม็อบ, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_61067bf52af6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมายป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับรายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาและมาตรการป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าให้บังคับใช้กฎหมายที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วให้เข้มงวด และต่อเนื่อง เพราะการดำเนินงานการที่เข้มงวดได้ จะส่งผลสำคัญต่อทั้งภาพลักษณ์ และความสามารถในการส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาพัฒน์ได้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2564 แสดงข้อมูลว่าการส่งออกของไทยได้กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาสและมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักๆ นายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับให้มีการการดำเนินทุกมาตรการที่จะสนับสนุนการส่งออก ซึ่งอาหารทะเลเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของไทยด้วย&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &amp;nbsp;แต่นายกรัฐมนตรีก็ย้ำว่า การดำเนินการตามกฎหมายต่างๆ จะต้องทำควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน &amp;nbsp;โดยให้มีกลไกการแก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบที่มีทุกภาคส่วนเข้ารวมทั้งประชาชน ประชาสังคม ภาครัฐ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาครอบคลุมประเด็นที่รอบด้าน สร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารทะเลไทยของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ &amp;nbsp;ไปพร้อมกับการทำประมงที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รายงานของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมาประเทศไทยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย &amp;nbsp;ในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 17 ฉบับ การบริหารจัดการประมงทะเลไทยและการจัดการกองเรือไทย โดยมีการบริหารจัดการจำนวนเรือประมงเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรประมง การออกใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์และใบอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงให้เป็นไปตามกฎระเบียบทั้งในและระเบียบระหว่างประเทศ &amp;nbsp;บังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรการทางปกครองควบคู่กับการใช้บทลงโทษทางอาญา &amp;nbsp;การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยมาตรการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงไปยังแหล่งที่มาของสัตว์น้ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนจัดระเบียบแรงงานประมง โดยมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของคนประจำเรือและป้องกันการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ปราบปรามการค้ามนุษย์ &amp;nbsp;และดำเนินมาตรการในการพัฒนาการประมงของไทยให้ปลอดสัตว์น้ำและสินค้าสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU-Free Thailand)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103866</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ประมงผิดกฎหมาย, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606e9eea90225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2021 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประกันตน ม.33  จ่ายชดเชยกรณีว่างงาน 50%ค่าจ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2​ พ.ค.2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับให้กระทรวงแรงงานดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของพี่น้องแรงงาน พร้อมให้ดูแลผู้ประกันตนที่มีกว่า 16.5 ล้านคน โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 &amp;nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดสถานที่ และสถานประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ตามประกาศ &amp;ldquo;กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563&amp;rdquo; &amp;nbsp; และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกสั่งให้กักตัว มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน แต่ไม่เกิน 90 วัน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุก ผู้ประกันตนทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ ในพื้นที่ที่มีกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี ชลบุรี และเชียงใหม่ ตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด พร้อมประสานกับโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคมในการเตรียมแผนรองรับผู้ประกันตนที่อาจติดโควิด-19 สำหรับผู้ที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งจะประสานให้ส่งตัวไปยัง Hospitel &amp;nbsp;รวมทั้งกำชับให้ทุกสถานประกอบการทุกแห่ง เฝ้าระวัง ตรวจสอบ คัดกรองโรคโควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถหาสถานที่ตรวจโควิด-19 &amp;nbsp;หรือสถานพยาบาล &amp;nbsp;สามารถติดต่อสายด่วนได้ที่ 1506 กด 6&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101476</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายชดเชย, ทดแทนกรณีว่างงาน, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, อนุชา บูรพชัยศรี, โดยผู้ประกันตนมาตรา 33</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608bb56d33221.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 21:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 21:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลุกประชาชนไทยสู้ไปด้วยกัน ลั่นจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะโรคร้ายโควิดให้ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 64 - เมื่อเวลา 21.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ถึงแผนบริหารจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-16 มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในวันนี้ มีอัตราการติดเชื้อทั่วโลกประมาณ 8 แสนคน และยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในอัตราที่สูงอยู่ &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกก็ได้เตือนว่าจะเกิดวิกฤติ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกอีกรอบ &amp;nbsp;ส่งผลให้จะเกิดการช่วงชิงทรัพยากรเพื่อใช้ในการรักษาทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยและประชาชนชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย จำนวน 20 คัน รถตรวจวิเคราะห์หาเชื้อเร่งด่วนพิเศษ จำนวน 5 คัน และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ จำนวนมาก รวมทั้ง ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในนามของประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหนังสือขอขอบใจ และขอเป็นกำลังใจ รวมทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร ให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ประเทศไทยมียอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2,070 ราย อันเป็นผลมาจากคลัสเตอร์ล่าสุดช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ยังคงส่งผลสืบเนื่องต่อมาอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ &amp;nbsp;โดยอัตราการแพร่ระบาดครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดมีความรุนแรงและเป็นวงกว้าง กว่าระลอกที่ผ่านๆ มา &amp;nbsp;ซึ่งถ้าหากเราสามารถร่วมมือ ร่วมใจกันอีกครั้ง &amp;ldquo;การ์ดไม่ตก&amp;rdquo; ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่ ศบค.แนะนำ ก็จะช่วยลดภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ของเรา &amp;nbsp;และสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมอีกครั้ง ในเร็ววัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลและ ศบค. มีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ตลอดเวลา โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ &amp;nbsp;หากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น จะมีการเร่งพิจารณา และประกาศล่วงหน้าให้ได้รับทราบโดยทันที &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน เพื่อความไม่ประมาท ผมได้สั่งการให้มีความเตรียมพร้อมระบบสาธารณสุขของประเทศด้านต่างๆ เพื่อสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เร่งรัดกระบวนการจัดหาและฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง รวมทั้งพิจารณาการฟื้นฟูเยียวยาในอนาคตด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนที่ได้รับมอบแล้ว จำนวน 2.1 ล้านโดส &amp;nbsp; ที่สามารถฉีดได้ 1.05 ล้านคน &amp;nbsp;โดยนับถึงวันนี้ ได้มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 8.4 แสนคน &amp;nbsp; กว่าครึ่งหนึ่ง เป็นการฉีดให้กับบุคลาการทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอดเวลา ซึ่งบุคลากรทั้งหมดจะได้รับวัคซีนครบถ้วน ภายในสัปดาห์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลและ ศบค. ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม &amp;nbsp;โดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ให้ครบ 100 ล้านโดส &amp;nbsp;เพื่อฉีดให้กับประชาชน 50 ล้านคน ภายในสิ้นปี 64 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเราจัดหาแล้ว 64 ล้านโดส ประกอบด้วย AstraZeneca 61 ล้านโดส (เริ่มส่งมอบเดือน มิ.ย. 6 ล้านโดส &amp;nbsp;และเดือนต่อๆ ไปอีก เดือนละ 10 ล้านโดส) Sinovac 2.5 ล้านโดส (ส่งมอบแล้ว 2 ล้านโดส &amp;nbsp;พรุ่งนี้ มาอีก 500,000 โดส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า รัฐบาลจีนได้แจ้งความประสงค์บริจาควัคซีนให้ไทยอีก 500,000 โดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติมอีก 36 ล้านโดส นั้น รัฐบาลก็ประสบความสำเร็จในการเจรจาจัดหาวัคซีนสปุตนิค วี 5-10 ล้านโดส และไฟเซอร์ อีก 5-10 ล้านโดส มาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนแล้ว และเพื่อเป็นการเติมเต็มภาครัฐ และเกิดการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ผมได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วย คณะแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน &amp;nbsp;โดยมีนายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน &amp;nbsp;ซึ่งได้รับรายงานว่าสภาหอการค้าไทย จะช่วยรัฐบาลจัดหาให้กับพนักงานลูกจ้างเองด้วย ประมาณ 10-15 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในอาทิตย์หน้า ผมก็จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาและแจกจ่ายวัคซีน ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถมีวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนให้ครบ 50 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลและ ศบค. มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;องค์การเภสัชกรรมได้มีการสำรอง และกระจายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน มากกว่าสามแสนเม็ด &amp;nbsp;โดยมีการกระจายไปสำรองในพื้นที่ต่างๆ แล้ว &amp;nbsp;และกำลังนำเข้าเพิ่มอีก 2 ล้านเม็ด &amp;nbsp;ในด้านการจัดเตรียมเตียงให้กับผู้ป่วย เรามีเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิดและผู้เสี่ยงติดเชื้อ รวมกว่า 28,000 เตียง ทั้งที่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสนาม และ Hospitel &amp;nbsp;ซึ่งในขณะนี้มีผู้ป่วยหลักพันต่อเนื่องกันหลายวัน ทำให้จำนวนเตียงลดลงอย่างมาก แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อจัดหาเตียงให้กับผู้ป่วยทุกคนให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของมาตรการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท โดยมาจาก พรก. 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2.4 แสนล้านบาท &amp;nbsp;งบกลางปีงบประมาณ 2564 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;และค่าใช้จ่ายบรรเทาโควิด-19 อีก 4 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เตรียมโครงการที่จะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภค รวมไปถึงโครงการที่จะก่อให้เกิดการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะใช้ในการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเจริญเติบโตให้ได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ให้ความช่วยเหลือในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่เสียสละ อดทน แม้ว่าตนเองจะเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเททำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ผมขอยกย่องทุกท่านจากใจจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงต้องช่วยกันปกป้องทีมแพทย์ของประเทศไทย ด้วยการระมัดระวังตัว ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ การเว้นระยะห่าง ล้างมือ และใส่แมสก์ให้มากที่สุดเมื่อต้องพบเจอผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่า ผมและรัฐบาลจะทำทุกทางเพื่อให้เราผ่านวิกฤตในระลอกนี้ไปให้ได้ พวกเราทุกคนจะสู้ไปด้วยกันอีกครั้ง และผมเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของเราทุกคนประเทศไทยจะต้องเอาชนะโรคร้ายในครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน ขอบคุณครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100483</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, รัฐบาลไทย, วัคซีนโควิด19, โควิด19, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082d3c2875dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนเชื่อมั่นนายกฯ ปรับ ครม.ใหม่พาไทยเดินหน้าไม่ติดหล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2564 นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เชื่อมั่น นายกฯ ปรับ ครม. ใหม่ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,597 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 26 &amp;ndash; 28 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุ คนไทยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ ต่างกันที่อุดมการณ์และแนวทางวิธีถึงเป้าหมาย ในขณะที่ร้อยละ 97.2 ระบุ เชื่อมั่นต่อกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ติดหล่ม วิกฤตซ้ำซาก และร้อยละ 95.2 ระบุ การพาคนลงถนน นำสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยกของคนในชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.4 เสียความเชื่อมั่น ศรัทธา เสื่อมเมื่อเห็นพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะที่ ร้อยละ 3.6 เท่านั้นที่ไม่เสียความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.9 ระบุ ควรให้อิสระ ไม่กดดัน พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา ปรับคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ ร้อยละ 2.1 เท่านั้นที่ระบุ ไม่ควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.7 ยังคงเชื่อมั่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังปรับคณะรัฐมนตรี พาประเทศพ้นวิกฤต ในขณะที่ร้อยละ 20.9 ระบุกลาง ๆ ไม่แน่ใจ และร้อยละ 15.4 ระบุไม่เชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ถึงเวลาหรือยังที่ฝ่ายการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ ยึดเป้าหมายเดียวกันคือทำประเทศหลุดจากการติดหล่มซ้ำซากพ้นวิกฤตชาติต่าง ๆ ไปให้ได้ ด้วยการสนับสนุนเสนอแนะแต่ไม่กดดันผู้นำประเทศให้คัดเลือกคนดี คนเก่ง คนกล้า ไปขับเคลื่อนประเทศพ้นวิกฤตชาติถึงเป้าหมายสูงสุดคือความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนได้รับการแก้ไขจริงจังต่อเนื่อง ไม่เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อของคนในชาติ บ้านเมืองสงบสุขไม่วุ่นวายและสถาบันหลักของชาติเป็นที่รักของประชาชน เสนอแนะให้ทุกฝ่ายยึดเป้าหมายสูงสุดเดียวกันและออกแบบแนวทางที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ไม่แตะสั่นคลอนศรัทธาของคน และเดินต่อด้วยเจตนาบริสุทธ์เพื่อชาติบ้านเมืองนำพาทุกคนพ้นวิกฤตชาติได้ ถ้าพาคนลงถนนจะนำประเทศติดหล่มซ้ำซาก เหมือนหลายประเทศที่ทำกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94483</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ปรับครม., พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b15f7a1f19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเผยแผนฉีดวัคซีนต้านโควิด &#039;ฟรี&#039; ให้ประชาชนอย่างน้อยครึ่งประเทศ ภายในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.64&amp;nbsp;- พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐฒนตรีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha &amp;nbsp;โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีแผนการฉีดวัคซีน &amp;ldquo;ฟรี&amp;rdquo; เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนชาวไทยให้ได้อย่างน้อย 50% หรือครึ่งประเทศ ภายในปีนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย &amp;ldquo;ระยะเร่งด่วน&amp;rdquo; เราจะได้รับวัคซีนฯ ล็อตแรก 2 ล้านโดส จากบริษัท ซิโนแวค ประเทศจีน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ &amp;ndash; เมษายนนี้ ซึ่ง 2 แสนโดสแรก (เดือน ก.พ.) ตั้งเป้าจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุก่อน จากนั้นเดือนมีนาคมและเมษายน จะได้รับอีก 8 แสนโดส และ 1 ล้านโดส ตามลำดับ นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้สั่งจองจากบริษัท แอสตราเซเนกา อีก 26 ล้านโดส กำหนดรับมอบภายในเดือนพฤษภาคม และจัดหาเพิ่มเติมอีก 35 ล้านโดส ซึ่งก็จะทยอยอนุมัติและส่งมอบต่อไป (รวมเป็น 63 ล้านโดส) เพื่อสร้าง &amp;ldquo;ความมั่นคงด้านสุขภาพ&amp;rdquo; ให้กับชาวไทย ซึ่งผมขอย้ำว่า &amp;ldquo;คนไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนฟรี&amp;rdquo; นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;ldquo;ระยะยั่งยืน&amp;rdquo; เราได้ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศอยู่ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งมีโรงงานอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างใหม่ โดยได้การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาแล้ว สามารถผลิตวัคซีนตามมาตรฐานของอ็อกฟอร์ดและแอสตราเซนเนกา โดยมีกำลังการผลิตที่ 200 ล้านโดสต่อปี นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะเป็นอีกแหล่งผลิตภายในประเทศ ที่มีองค์ความรู้ มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ทันต่อวิวัฒนาการของเชื้อโรคได้ในอนาคต สร้าง &amp;ldquo;ความมั่นคงด้านสาธารณสุข&amp;rdquo; และส่งเสริมบทบาทให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด หรือวัคซีนโรคอื่นๆ ในภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมมองว่า &amp;ldquo;ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส&amp;rdquo; ใครที่มีวิสัยทัศน์ สร้างความพร้อม ย่อมได้รับประโยชน์ โดยในวิกฤตโควิดนี้ หากเราทำตามสิ่งที่ผมเล่ามาได้ ก็จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางด้านการแพทย์ (Medical Hub)&amp;rdquo; ได้อีกด้วยครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ระหว่างรอกระบวนการ รอรับวัคซีน ตามระยะเวลาที่ผมบอก ขอให้พวกเราทุกคนระมัดระวังในการใช้ชีวิต อย่าประมาทกับเชื้อโรค ช่วยกันอีกครั้ง หยุดเชื้อเพื่อชาติ ต้องสวมหน้ากากเสมอ เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ล้างมือบ่อยๆ นะครับ ไม่ใช่เพื่อใคร..แต่เพื่อตัวเราและคนรอบข้างที่เรารัก รวมถึงประเทศไทยของเราครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88984</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff42d9232942.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
